ดราม่าแล้ว! คลิปที่คุณครูถ่ายเด็กผู้ชายสองคน ไม่ตลก! ครูไม่ควรถ่ายคลิปมาลงยูทูบ

แชร์มาจากเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา
‪#‎เบื้องหลังที่มากกว่าความน่าเอ็นดูของเด็กในคลิปวีดีโอ‬
วันก่อนมีคลิปวีดีโออันหนึ่งที่แพร่หลายในเพจต่างๆ คนที่ได้ดูส่วนใหญ่ก็รู้สึกเอ็นดูและขำในความไร้เดียงสา แต่หมอเห็นแล้วรู้สึกไม่สบายใจและคิดว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องมาเขียนเรื่องนี้ให้สังคมรับทราบ และมีความละเอียดอ่อนมากขึ้นในเรื่องของเด็กเป็นคลิปที่คุณครูถ่ายเด็กผู้ชายสองคนที่เป็นนักเรียนในความดูแล เด็กคนหนึ่งถูกเด็กที่ตัวโตกว่าแกล้งด้วยการต่อยที่ปากเป็นแผล
เด็กที่ตัวโตกว่าร้องไห้แสดงความกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด และพยายามขอโทษเพื่อนบอกว่าจะไม่ทำอีก ส่วนคุณครูพูดในทำนองขู่ว่าจะโทรไปแจ้งตำรวจให้จับ

13516731_1106644629374722_358543271743239740_n
จริงอยู่ว่าการรังแกกันการทำร้ายร่างกายเป็นเรื่องที่ไม่ถูก และต้องจัดการ แต่วิธีการจัดการของครู หมอก็คิดว่าไม่เหมาะสมเช่นกัน ในการถ่ายคลิปวิดีโอมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและเรื่องการขู่เด็กให้กลัวก็เหมือนกัน หมอไม่คิดว่ามันจะเป็นวิธีการที่ยั่งยืนในการจัดการกับพฤติกรรมของเด็กหลายๆครั้งที่ผู้ใหญ่ไม่สามารถจัดการพฤติกรรมของเด็กได้ ทำให้เกิดความโกรธ หงุดหงิด เสียใจ ที่เด็กไม่เชื่อฟัง ที่โกรธมาก ลึกๆอาจจะเป็นเพราะว่ารู้สึกว่าความเป็นผู้ใหญ่ถูกท้าทายที่เสียใจ ก็เพราะน้อยใจที่ไม่เชื่อฟัง ทั้งๆที่รักและเป็นห่วงอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ใหญ่ทำและพูดบางสิ่งบางอย่างรุนแรงออกไป
คำพูดอย่างหนึ่งที่ผู้ใหญ่มักจะพูดกับลูกเวลาที่จัดการพฤติกรรมไม่ได้ ก็คือ คำพูดข่มขู่สำหรับเด็กเล็กๆ คำพูดข่มขู่อาจจะได้ผล เพราะทำให้เด็กกลัว เมื่อเด็กกลัวก็จะหยุดพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ชอบอย่างเช่น คำขู่ ชนิดที่ว่า
“ครูจะเรียกตำรวจมาจับหนูไปเข้าคุก ถ้าหนูแกล้งเพื่อน”
“หนูทำแบบนี้ พ่อจะให้โจรมาจับตัวไปเรียกค่าไถ่”
“ถ้าหนูยังทำตัวแบบนี้ แม่จะเป็นลมตายไปเลยนะ หนูจะไม่ได้เห็นแม่อีก”
คำขู่แบบนี้มีผลกับเด็กๆจนคาดไม่ถึงทีเดียว

ในเด็กนั้น พื้นฐานสำคัญที่จะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตไปเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง นั่นก็คือ ความปลอดภัยและมั่นคงทางจิตใจ
ถ้าไม่มี ก็เหมือนต้นไม่ที่ขาดรากแก้วเด็กที่ถูกข่มขู่อยู่บ่อยๆ ยิ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสวัสดิภาพของชีวิตตัวเอง และคนที่เด็กรัก เช่นพ่อแม่ เด็กคนนั้นก็จะเติบโตมาด้วยความกลัว ไม่มั่นคงส่งผลให้ อาจจะกลายเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง อารมณ์ขึ้นๆลงๆ โกรธง่าย เสียใจ หวั่นไหว และ เปราะบางกับสิ่งที่เข้ามากระทบ มีความเสียงที่จะมีปัญหาทางจิตใจได้ง่าย เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

อำนาจของผู้ใหญ่ ไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่ควรจะมาจากความรักและเคารพที่เด็กมีต่อผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการขู่ให้กลัว แต่เกิดจากสัมพันธภาพที่ก่อตัวมาเป็นเวลานาน ร่วมกับการให้กฎระเบียบที่เหมาะสม ให้เด็กรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ โดยที่ไม่ต้องข่มขู่ที่สำคัญคำขู่ จะใช้ผลน้อยลงเรื่อยๆเมื่อเด็กๆโตขึ้น และยิ่งทำให้เด็กโกรธ เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นด้วย

ความเห็นส่วนตัวของหมอเมื่อได้เห็นคลิปของเด็กสองคนนี้ หมอคิดว่า
1)หมอไม่อยากให้คุณครูถ่ายคลิปเด็กแล้วเอามาลง เพราะอย่างหนึ่ง การทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงเป็นการละเมิดสิทธิเด็กตามพรบ.(แม้จะคิดว่าคุณครูไม่เจตนา) พ่อแม่เด็กทั้งคู่อาจจะไม่สบายใจ เด็กเองจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นพวกเขาอยู่ในคลิปวิดีโอที่คนดูแล้วก็หัวเราะด้วยความตลกขบขัน ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นความเอ็นดูก็ตาม
2)เด็กที่ต่อยเพื่อนนั้นก็ดูขอโทษด้วยความกลัวอย่างมาก เด็กอาจจะมีประสบการณ์ไม่ดีจากการถูกทำโทษ หรือเคยถูกทำร้ายจากคนรอบข้าง รึเปล่า และมาทำร้ายเพื่อนต่อ เป็นพลวัตทางจิตที่เราพบบ่อยๆ ในเด็กที่ทำร้ายเพื่อน ซึ่งเด็กที่แกล้งเพื่อนและเด็กที่ถูกแกล้งก็สมควรได้รับการช่วยเหลือ ดูแลทางด้านจิตใจเช่นกัน
3)แทนที่ครูจะถ่ายคลิปแล้วเอามาลงยูทูบ ครูควรจะคุยกับเด็กส่วนตัว ไม่ขู่ให้กลัว สร้างแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม เรียกพ่อแม่คุยถึงลักษณะนิสัยใจคอของเด็กเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปมากกว่า
.
หมอเข้าใจว่าคุณครูมีความปรารถนาดีที่จะปรับพฤติกรรมของเด็ก แต่เรื่องของความรู้สึกเป็นเรื่องที่เราต้องมีความละเอียดอ่อน แถมโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่ใครๆก็สามารถโพสต์อะไรก็ตามที่ต้องการลงไป เพียงแค่กดปุ่มเดียว ทุกอย่างก็จะกระจายไปทั่ว
เพราะฉะนั้นคนที่ใช้โซเชียลมีเดียต้องมีความรับผิดชอบ มีสติรู้ตัว ในการกระทำของตัวเองเสมอ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากกว่าเด็กๆนะคะ
‪#‎หมอมินบานเย็น‬

loading...

ข่าวฮอตน่าสนใจ