อารมณ์เสีย! หนาวไม่ทันไร พรุ่งนี้อากาศกลับสู่สภาวะปกติ ร้อนตับแตก 35 องศา

วันนี้(26 ม.ค.) สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เผยว่า จากการตรวจสอบแบบจำลองสภาพอากาศ (วาฟ) ของสสนก. พบว่า ช่วงคืนวันที่ 26 ม.ค. ต่อเนื่องถึงตอนสายของวันที่ 27 ม.ค. ความกดอากาศสูงยังคงปกคลุมพื้นที่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง

รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครอยู่ โดยช่วงเวลาดังกล่าว ยังคงมีอากาศหนาวเย็น ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกือบทุกพื้นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส และมีฝนตก ส่วนกรุงเทพมหานครยังคงมีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสอยู่

12607311_10153147434432202_1805907137_n

จากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ อุ่นขึ้นเป็นปกติ ตัวเลขจากวาฟ ชี้ว่า วันที่ 29 ม.ค. อุณหภูมิในกรุงเทพจะอยู่ที่ประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส และช่วงกลางวันก็จะเลยไปที่ประมาณ 23-35 องศาเซลเซียส เหมือนเดิม ดังนั้นคืนวันที่ 26 ม.ค. ถือเป็นคืนสั่งลาอากาศหนาวที่สุดของคนกรุงเทพฯแล้ว เพราะหย่อมความกดอากาศสูงจะถอยกลับออกจากประเทศไทยไปแล้ว

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงกลางวันของวันที่ 26 ม.ค. นั้น บริเวณจ.บึงกาฬ หนองคาย และภาคเหนือบางส่วน มีฝนตก อุณหภูมิยังคงต่ำ และมีอากาศหนาวต่อเนื่องไปจนถึงเช้าวันที่ 27 ม.ค. ฝนหยุดตก เริ่มมีแดด และอากาศก็จะอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ จากแบบจำลองวาฟนั้น พบว่าประมาณวันที่ 31 ม.ค. ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่เข้ามายังประเทศไทยอีกครั้ง แต่จะอยู่ที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แผ่ลงมาไม่ถึงภาคกลาง โดยจะทรงอิทธิพลอยู่ถึงวันที่ 2 ก.พ. แต่ความแรงไม่เท่ากับความกดอากาศสูงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ คือมีอากาศเย็นจริง แต่อุณหภูมิไม่น่าจะต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส และหลังจากนี้ก็จะลุ้นกันอีกทีว่า ก่อนวันที่ 15 ก.พ. หย่อมความกดอากาศสูงจะแผ่เข้ามาอีกหรือไม่

“ปีนี้ เราเจอหนาว ที่เรียกว่าหนาวท่ามกลางปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอุณหภูมิน้ำทะเลร้อนกว่าปกติ ทำให้ไม่หนาวมากนัก ความหนาวที่เกิดขึ้น เป็นความแปรปรวนของอากาศ แต่ปลายปีหน้า ที่คาดว่า จะเป็นปรากฏการณ์ลานีญา ที่อุณหภูมิน้ำเลจะเย็นกว่าปกติ อาจจะทำให้อากาศหนาวอยู่นานหลายวันเหมือนปี 2554 ก็ได้”

loading...

ข่าวฮอตน่าสนใจ