“เคน” หนุ่มน้อยวัย 16 ปี เจ้าของไอติม “Ken Homemade Gelato” ขึ้นแท่นผู้ช่วยโครงการระดับชาติ

นาย คณิน สิริมนตาภรณ์ หรือเคน หนุ่มน้อยวัย 16 ปี ปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ The Webb School, Claremont, California, USA. (เกรด 11) จากเด็กคนหนึ่งที่เป็นเจ้าสัวน้อยประสบความสำเร็จในการก่อตั้งแบรนด์ไอศกรีมของตัวเอง “Ken Homemade Gelato”ตั้งแต่วัยเพียง11ขวบ ด้วย Passion ที่ไม่หยุดยั้งเขาต่อยอด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาไปเรื่อยๆ ในวันนี้เขาได้เติบโตขึ้น จึงได้นำความรู้ และประสบการณ์นี้กลับมาพัฒนาชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ

Loading...

ตั้งแต่เรียนอยู่ที่ รร. นานาชาตินิส Nist International School Bangkok เกรด 5 อายุเพียง 11ปี ด้วยใจรักในการทานไอศกรีม เคนได้ริเริ่มแบรนด์ไอศกรีมของตัวเอง Ken Homemade Gelato ตั้งแต่คิดค้นสูตร ผลิต และได้วางขายที่โรงเรียนนิส และอีกหลายๆโรงเรียน ไอศกรีมของเคนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยรสชาติแปลกใหม่อร่อย และ สร้างสรรค์มีประโยชน์จากวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ จึงถูกใจเด็กๆด้วยกัน หลังจากนั้นเคนได้ย้ายไปเรียนต่อที่ High school สหรัฐอเมริกา เคนยังคงคิดค้นสูตรไอศกรีมรสชาติใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง และให้ครอบครัวที่อยู่เมืองไทยดำเนินกิจการต่อไป โดยขยายกิจการไปตามโรงเรียนอื่นๆ รวมถึงร้านอาหารต่างๆ นอกจากนี้ไอศกรีมของเคนยังร่วมในโครงการช่วยเหลือสังคมต่างๆอย่างสม่ำเสมอ โดยการแจกไอติมเคนเพื่อสร้างความสุขไปยังเด็กๆและคนแก่ในชุมชนต่างๆ

ในช่วงโควิดที่ผ่านมา เคนได้กลับมาเรียนออนไลน์ที่กรุงเทพเป็นเวลา1ปี ทำให้เคนได้มีโอกาสได้เรียนรู้เรียนต่อยอดเรื่องอาหาร และไอศกรีมที่เคนรักในด้านที่มีประโยชน์ และสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ด้วยวัยที่โตขึ้นจึงได้ศึกษาเรื่องผลิตผลทางการเกษตรจากชุมชน-ชาวไร่ในประเทศไทยในพื้นที่ตำบล และจังหวัดต่างๆที่สามารถนำมาทำไอศกรีมได้ ซึ่งจริงๆแล้วเมืองไทยเป็นเป็นแหล่งวัตถุดิบออแกนิคตามธรรมชาติที่ดีที่สุด และถูกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

ในขณะเดียวกันนั้น เคนได้ทราบถึงโครงการของรัฐบาล มหาวิทยาลัยสู่ตำบลเพื่อสร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือโครงการยกระดับเศรษกิจ และสังคมรายตำบล ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐส่งมหาวิทยาลัยไปพัฒนาตำบลเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตในชุมชน เพื่มรายได้และทำให้เกิดการจ้างงาน หนึ่งในตำบลที่เข้าร่วมโครงการคือ ตำบล ห้วยกรดพัฒนา จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นชุมชนที่ยากจน และมีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก ผลผลิตทางการเกษตรหลักที่ทำรายได้คือตาลโตนด ตาลโตนดที่ปลูกในจังหวัดชัยนาทสามารถนำมาทำเป็นน้ำตาลออแกนิกที่ให้ความหวานหอมมาก แต่ชาวบ้านนำน้ำตาลโตนดมาทำเป็นน้ำตาลปี๊บเท่านั้น ซึ่งขายได้ในราคาถูก เคนมีความสนใจในวัตถุดิบนี้มาก จึงริเริ่มความคิดที่จะนำน้ำตาลโตนดมาพัฒนาเป็นไอศกรีมต่อ ผศ.ดร สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข (TSI Tambon System Integrator) หรือหัวหน้าโครงการ U2T (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล) ซึ่งผศ.ดร.สันติ ได้แต่งตั้งให้เคนเป็นผู้ช่วยโครงการและที่ปรึกษาด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ เคนได้มีส่วนร่วมพัฒนาโครงการตั้งแต่การคัดเลือกนิสิต นักศึกษาและชาวบ้านผู้เข้าร่วมโครงการ จัดทำแบบเรียนนำความรู้เรื่องไอศกรีมไปสอนชาวบ้าน ลงพื้นที่ไปสอนชาวบ้านโดยให้ความรู้และสาธิตการปฎิบัติตลอดจนมอบสูตรเฉพาะที่เคนคิดค้นขึ้นเองในการนำตาลโตนดมาทำเป็นไอศกรีมออแกนิกรสชาติต่างๆที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น เช่น กะทิตาลโตนด กาแฟตาลโตนด นอกจากนี้เคนยังให้ความรู้ทางการตลาด การสร้างแบรนด์ บรรจุภัณฑ์และจัดจำหน่ายทั้งทางค้าส่งและออนไลน์ เพื่อให้เกิดรายได้และสร้างอาชีพใหม่ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในท้องถิ่นอีกด้วย 

เมื่อได้ลงพื้นที่ อีกปัญหาหนึ่งที่พบที่จังหวัดชัยนาทคือการสูญเสียอาหาร (Food Loss)ซึ่งเป็นการสูญเสียในขั้นตอนการเพาะปลูก การผลิต เก็บเกี่ยว และขนส่ง ชุมชนบ้านหัวเด่นในจังหวัดชัยนาท เป็นตำบลที่ปลูกเมล่อนได้เป็นจำนวนมาก เป็นเมล่อนที่มีรสหวาน ฉ่ำ สามารถส่งไปขายได้ราคาสูง แต่ไม่ถูกเก็บไปจำหน่ายเนื่องจากขนาด รูปลักษณ์ไม่สวยงาม ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผลิตผลเหล่านี้ถูกทิ้งเป็นจำนวนมาก เคนได้ให้ความรู้แก่ชาวบ้านในการแปรรูปผลผลิตเหล่านี้มาทำเป็นไอศกรีมเมล่อนเขียว และเมล่อนส้ม ซึ่งนอกจากเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพใหม่ๆและนำไปสู่การจ้างงานแล้ว ยังเปลี่ยนผลไม้ที่จะถูกทิ้งและเน่าเสียไปตามกาลเวลาให้เก็บได้นาน เพราะไอศกรีมสามารถเก็บได้นานถึง 1ปี 

วันนี้ชาวบ้านตำบลห้วยกรดพัฒนาได้รับความรู้และสามารถผลิตไอศกรีมเองจากผลผลิตทางการเกษตรในท้องถิ่น ลดการสูญเสียทางการเพาะปลูก เกิดอาชีพใหม่ๆ ลดปัญหาความยากจนในชุมชนและสามารถสร้างรายได้ในช่วงเวลาที่เศรษกิจย่ำแย่ในช่วงสถานการณ์โควิด

ที่มาโครงการ:

โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ เป็นโครงการที่ส่งมหาวิทยาลัยไปพัฒนาตำบล โดยใช้พลังความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันยังทำให้เกิดการจ้างงานของบัณฑิตระยะเวลา 6 เดือน (1ก.พ.-31 ส.ค.)ที่ผ่านมาเฉลี่ยเดือนละ 56,413 คนทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับบัณฑิตนักศึกษามีงานทำมีรายได้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และในเวลาเดียวกันเป็นการพัฒนาคนที่เข้าร่วมโครงการให้มีทักษะ 4 ด้าน คือ ดิจิทัล ภาษาอังกฤษ การเงินและสังคม พร้อมที่จะไปพัฒนาตนเองและพัฒนาประเทศหลังจากสถานการณ์ โควิด-19 ขั้นตอนคือมหาวิทยาลัยรู้ว่ารัฐจะต้องรับผิดชอบในพื้นที่ใดและมีเป้าหมายโดยตรงที่จะเข้าสู่การพัฒนา ดังนั้นมีกลไกในการเลือกพื้นที่รับผิดชอบชัดเจน ฉะนั้น 1 ตำบลจะมี 1 มหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยงและเมื่อเข้าไปดูแลแล้วจะมอบผู้ที่มีหน้าที่ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดการจ้างงานเกิดขึ้น โดยปัจจุบันมี 3,000 ตำบลที่ร่วมโครงการจากทั่วประเทศกว่า 7,000 ตำบล คิดเป็น 40% ซึ่งมีการจ้างงาน 3 กลุ่มด้วยกัน 20 คนต่อตำบล ตั้งแต่บัณฑิตที่จบใหม่ นิสิตนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในพื้นที่ให้มีการจ้างงานในพื้นที่ โดยบุคคล 20 คนเป็นทีมอว. ที่จะไปพัฒนาและเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อดูว่าควรจะทำอะไรที่จะพัฒนาในพื้นที่นั้น จากนั้นมหาวิทยาลัยทั้งหมดจะมาประมวลว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อไปพัฒนาด้วยความรู้และเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ ทั้งนี้จากโครงการดังกล่าวได้เห็นความสำคัญของพลังนิสิต นักศึกษา เยาวชนและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ร่วมในโครงการได้เกิดแนวคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดอย่างยั่งยืน…

อ่านต่อ